วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการเตรียมตัวสอบ






                                                                                
เทคนิคการเตรียมตัวสอบ
       
           การสอบ เป็นกิจกรรมที่น้อง ๆ ม.ปลาย ต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้อง  ที่กำลังศึกษาอยู่ ม.ที่ต้องเก็บตัวเงียบเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมให้มากในการนำไปสอบแข่งขัน    เพื่อให้มีโอกาสเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงต่อไปหากน้อง ๆ มีทักษะในการทำข้อสอบมากพอ ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจและประสบความสำเร็จได้ ในการที่จะทำข้อสอบให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนั้น ต้องมีการวางแผนการศึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ควรให้เวลากับการศึกษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ซึ่งการสอบที่ผ่านมา น้อง ๆ แต่ละคนอาจจะมีเคล็ดลับการสอบที่แตกต่างกันแล้วแต่ว่าใครจะงัดอะไรออกมาสู้ กัน (ด้วยความสุจริต) ซึ่งได้แก่ ทางไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ หรือ การมีเคล็ดลับการเดาข้อสอบต่าง ๆ ซึ่งก็แล้วแต่ความสะดวกของน้องๆ แต่ละคน ซึ่งฉบับนี้ได้นำเคล็ดลับง่าย ๆ สำหรับการสอบ Entrance มาฝากน้อง ๆ เพื่อให้การสอบเป็นไปอย่างราบรื่น 

1. การเตรียมความพร้อมก่อนวันสอบ น้อง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับตารางสอบให้มาก ๆ เพราะตารางสอบจะบ่งบอกถึง วัน เวลา วิชาที่สอบ และสถานที่สอบ ให้กับน้อง ๆ ตลอดจนการสำรวจสถานที่สอบก่อนไปสอบจริงด้วย เพราะหากน้อง ๆ ดูไม่ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว นั่นหมายถึงว่าน้องได้ตัดโอกาสของตนเองด้วย ส่วนเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการสอบ เช่น ดินสอ 2B หรือมากกว่านั้น เอกสารต่าง ๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันว่าน้องเป็นคนสมัครและเป็นคนมาสอบด้วยตนเองให้ พร้อม (ไม่ควรมาหาเอาตอนจะไปสอบจะไม่ทันกาล)

2. ความพร้อมของน้อง ๆ เอง โดยก่อนออกจากบ้านไปยังสถานที่สอบ น้อง ๆ ให้ความสำคัญกับการแต่งกายหรือยัง การแต่งกายต้องสุภาพเรียบร้อย (ชุดนักเรียน) ถูกต้องตามระเบียบการแต่งกายของนักเรียนระดับ ม. ปลายหรือยัง ถ้ายังสำรวจตัวเองก่อนที่คณะกรรมการผู้คุมสอบจะไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบนะคะ แล้วอย่าลืมอุปกรณ์และเอกสารที่เตรียมไว้นะ จะได้ไม่เสียเวลาและไม่ทำให้น้องหงุดหงิดได้ค่ะ อย่าลืมว่าต้องไปทักทายเพื่อน ๆ ก่อนเข้าห้องสอบประมาณครึ่งชั่วโมงด้วยนะ เพื่อลดความวิตกกังวลและรู้สึกผ่อนคลาย จะได้รู้สึกดีและมั่นใจในการสอบ


3. เมื่อเข้าห้องสอบนั่งนิ่ง ๆ ทำใจให้สบาย ฟังคำชี้แจงจากคณะกรรมการคุมสอบให้ละเอียด ไม่เข้าใจให้สอบถามทันที เขียนชื่อ - สกุล รหัส ในกระดาษคำตอบให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะถ้าลืม ต่อให้เก่งสักเท่าไร บวก ไสยศาสตร์ก็ช่วยอะไรน้อง ๆ ไม่ได้นะคับ

4. รวบรวมสติให้มั่น อ่านคำชี้แจงให้ชัดเจน และให้เข้าใจ พร้อมทั้งสำรวจว่าข้อสอบที่ได้มีจำนวนข้อ และจำนวนหน้าตรงตามคำชี้แจงที่ข้อสอบได้ระบุไว้หรือไม่ ถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบแจ้งคณะกรรมการคุมสอบโดยเร็ว

5. น้องต้องวางแผนการใช้เวลาในการสอบทั้งหมด โดยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาในการทำข้อสอบข้อละกี่นาที จึงจะเสร็จ น้อง ๆ ควรควบคุมและใช้เวลาในการทำข้อสอบตามแผนที่วางไว้ เพราะเมื่อพบข้อที่ยาก อาจจะทำให้ทั้งเวลาและความรู้สึกของน้องเสียไปได้

6. ให้น้อง ๆ รีบจดสาระสำคัญ เช่น สูตร หรือข้อความที่ต้องใข้ในวิชานั้น ๆ ลงในกระดาษคำถามก่อนที่ความตื่นเต้นจะทำให้ลืมไปเสียก่อน (แล้วอย่าเผลอไปจดใส่กระดาษอื่น ๆ ล่ะ เดี๋ยวเจอข้อหาทุจริตได้ จะหาว่าไม่เตือน)

7. ให้น้อง ๆ เลือกทำข้อสอบในส่วนของข้อที่ง่ายก่อน แล้วค่อยทำข้อสอบในส่วนที่ยากต่อไป เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ในสถานการณ์ที่พบข้อที่ยากให้ทำเครื่องหมายและข้ามไปทำข้อถัดไปก่อนแล้วจึง ย้อนกลับมาทำใหม่ ให้น้อง ๆ ระวังข้อคำถามหรือต้องเลือกที่มีคำที่เป็นปฏิเสธ หรือปฏิเสธซ้อนปฏิเสธให้ใช้ความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาความหมายที่ถูก ต้อง เพราะจะทำให้เสียคะแนนได้

8. น้องควรใช้ความรู้ในการทำข้อสอบและไม่ต้องสนใจกับรูปแบบของข้อที่ตอบให้มาก นัก เช่น ตอบข้อ ก แล้ว ข้อถัดไปไม่ควรจะเป็นข้อ ก อีก เป็นต้น ให้น้องคำนึงถึงตัวเนื้อหาที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องดีกว่า เพราะถ้าน้องยึดติดกับตัวรูปแบบของการตอบแล้ว อาจทำให้พลาดจากคะแนนที่ต้องการได้

9. การตอบปกติแล้วคำตอบที่คิดไว้เป็นครั้งแรกมักจะเป็นคำตอบที่ถูก แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนคำตอบ ควรเปลี่ยนเมื่อแน่ใจจริง ๆ ว่าที่ตอบมาแล้วตอบผิด แต่หากไม่แน่ใจให้น้องคงคำตอบเดิมไว้นะคะ ความรู้ไม่เข้าใครออกใคร ความคิดของน้องครั้งแรกจะเป็นจะเป็นตัวช่วยเพิ่มคะแนนให้น้อง ๆ ได้คะ ถ้าเวลาในการทำข้อสอบเหลือพอที่จะทบทวนให้น้องย้อนกลับไปทบทวนเฉพาะข้อที่ ยากและไม่เข้าใจ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง และถ้าข้อสอบที่มีตัวเลือกเหลือให้ต้องเดาต้องเดาอย่างมีหลักการของความถูก ต้องนะ เพราะไม่งั้นคะแนนอาจติดลบได้ค่ะ แต่บางคนมีเคล็ดลับการเดาที่ดี คือ การมีพื้นฐาน ความรู้และประสบการณ์ ก็อาจทำแต้มขึ้นมาได้

10. แนวโน้มเนื้อหาในการสอบ Entrance และคะแนนของข้อสอบแต่ละวิชา จะมีน้ำหนักที่ต่างกันออกไป ค่าของคะแนนจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาที่ออกเป็นส่วนใหญ่ ข้อสอบที่นิยมนำมาทดสอบน้อง ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ ข้อสอบแบบ ปรนัย และ ข้อสอบแบบอัตนัย ซึ่งน้อง ๆ บางคนอาจจะสับสนกับ คำว่า "ปรนัย" และ "อัตนัย" อยู่บ้าง "ปรนัย" คือ ข้อสอบที่มีคำถาม พร้อมตัวเลือกให้เลือกตอบ จำนวน 4 ตัวเลือก (ระดับมัธยมศึกษา) และ "อัตนัย" คือ ข้อสอบที่มีคำถาม เพียงอย่างเดียว แล้วให้น้องหาคำตอบจากการแสดงวิธีทำ เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปเนื้อหาของข้อสอบที่ใช้ จะวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ ของผู้เรียนมากกว่า โดยใช้หลักการของนักจิตวิทยาการศึกษา ชื่อว่า Benjamin S. Bloom (น้อง ๆ คงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้มาบ้างแล้ว) ซึ่ง Bloom เองได้กำหนด พฤติกรรมการเรียนรู้ ไว้ดังนี้

        10.1 ความรู้ ความจำ หมายถึง การวัดความสามารถในการระลึกได้ถึงประสบการณ์ที่เคยศึกษาความจำอาจเป็นการถามความเกี่ยวกับศัพท์ และนิยามกฎเกณฑ์ วิธีการ เป็นต้นโดยคำถามมักจะใช้ คำว่า อะไร ที่ไหน อย่างไร
        10.2 ความเข้าใจ หมายถึง การวัดความสามารถในการแปลความ ตีความ และขยายความ
        10.3 การนำไปใช้ หมายถึง การนำหลักวิชาไปใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่
        10.4 การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะส่วนต่าง ๆของเหตุการณ์หรือเรื่องราวว่าเป็นอย่างไร การวิเคราะห์ถึงความสำคัญ ความสัมพันธ์หรือหลักการเป็นต้น
        10.5 การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมสิ่งที่ศึกษาเข้าด้วยกันเป็นสิ่งใหม่ หรือรูปแบบใหม่ อาจเป็นการสังเคราะห์ข้อความ การวางแผนงานล่วงหน้าหรือความสัมพันธ์ เป็นต้น
        10.6 การประเมินค่า หมายถึงความสามารถในการพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้ศึกษามาทั้งหมดว่าตัดสินได้ว่าอย่างไร โดยข้อสอบที่ นำมาทดสอบน้องในการสอบ Entrance แต่ละปีนั้น ก็มักจะนำพฤติกรรมการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาเป็นตัวทดสอบความรู้ของน้อง ๆ เอง โดยที่น้องต้องรู้ว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ทางผู้ออกข้อสอบนำมาใช้นั้น เป็นแนวใด และมีลักษณะเช่นไรแล้ว จะทำให้น้อง ๆ มีแนวทางใน การเตรียมตัวอ่านหนังสือและเตรียมตัวสอบ Entrance ต่อไป

11. น้องๆ อย่าลืมตรวจสอบกระดาษคำตอบว่าได้ตอบทุกข้อคำถามและเลือกตอบเพียง 1 ตัวเลือกเท่านั้นก่อนส่งให้กรรมการคุมสอบด้วยนะคับ

12. หลังสอบเสร็จแล้วให้น้อง ๆ กลับไปทบทวนในข้อที่ยากหรือข้อที่ไม่แน่ใจทันที เพื่อเป็นการเรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนอีกครั้ง สำหรับในการสอบครั้งต่อไป


   น้อง ๆ บางคน อาจจะเห็นความสำคัญของเนื้อหาในเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่อย่าประมาทนะ เพราะ
ความประมาททำให้พลาดโอกาสมานักต่อนักแล้ว เตรียมตัวกันไว้แต่เนิ่น ๆ จะทำให้ไปเดินโก้ในมหาวิทยาลัยได้
"ความสำเร็จในทางการศึกษา มิได้มาเพราะโชคช่วย หรือด้วยคำพร่ำภาวนา แต่มาจากการไขว่คว้า พยายาม เอาจริงเอาจังและมีวินัย"


                                                     










แบบฝึกหัดออกเสียง ร ,  

นักเรียนชอบล้อเลียน                        พื้นโล่งเตียนเลี่ยนเรียบดี
ลีลาอย่ารอรี                                  เราเริงรื่นลื่นล้มลง
พวกเราเล่าเรื่องราว                              ร้องเพลงลาวคราวชมดง






ไปไร่วิ่งไล่หลง                                    ร้องเรียกเพื่อนเลือนลอยหาย
ลมโชยโรยกลิ่นอวล                                       มาลีล้วนงามเรียงราย
รื่นรมย์ชมลวดลาย                                   วิไลลักษณ์น่ารักจริง
ของรักใครลอบลัก                                           ลุกลนนักนะลูกลิง
เรือล่องร้องประวิง                                        เหล่านักเลงเร่งราวี
รักเร่เล่ห์ลมลวง                                       ดอกโรยร่วงปวงมาลี
ร่ำไรอาลัยมี                                           มาโลมเล้าเราร้อนรน
เรไรร้องจำเรียง                                     ลองไล่เลียงเสียงสับสน
รูปร่างช่างชอบกล                                 คนเรียบเรียงเลี่ยงแล้วเอย






 แบบทดสอบอ่านออกเสียง ร ล 

รับรอง ร้าวราน โรคเรื้อน เล้าโลม ลาดเลา
ลิงโลด ซ่อนเร้น โล่งเตียน ล้วนหลายหลาก เล่าเรื่องราว
ขลุกขลัก ตรงกลาง กรีดกราด ปราดเปรียว โครมคราม
เคว้งคว้าง ปลูกพริก พลิกแพลง พริบพราย กรุบกรับ
กร่อนครบ คลอนคลาย ครบเครื่อง กระเดื่อง ตลาดตลก
ตริตรอง หลอนหลอก ราวบรรเลง คลื่นครวญ พริ้งพราว
เลือนละลาย ปรนเปรอ ปรักปรำ เปรียบเปรย ร้องไห้
รุงรัง เรือรบ ล้ำเลิศ ลิ้นลม ลึกลับ
ร่มรื่น ลุกลน รวดเร็ว เรียบเรียง ลวดลาย
เรือรบ วิ่งไล่ โล่งเตียน เริงรื่น โรยร่วง







คำที่มี ร เป็นคำควบกล้ำ คำควบกล้ำคือ คำที่อ่านออกเสียงพยัญชนะต้น ทั้งสองตัวหน้า เป็นเสียงกล้ำพร้อมกัน มี กร- ขร- คร- ตร- ปร- พร- เช่น
ข้อควรจำ  
1. คำควบกล้ำเวลาสะกดต้องมีพยัญชนะต้นสองตัว โดยจะมี ร รวมอยู่ในพยัญชนะต้น เช่น
าบ สะกดว่า ก + อา + บ อ่านว่า กราบ
แปง สะกดว่า ป + แอ + ง อ่านว่า แปรง 

2.
 เมื่อมีพยัญชนะต้นสองตัวแล้วแต่ต้องไม่อ่านออกเสียง อะ กึ่งเสียงที่พยัญชนะต้น เช่น
                             กราบ สะกดว่า กร + อา + บ อ่านว่า กราบ
แปรง สะกดว่า ปร + แอ + ง อ่านว่า แปรง

3. ต้องไม่ใช่คำที่มี ห นำ เช่น
อก สะกดว่า ห + ออ + ก อ่านว่า หรอก





พยัญชนะต้นควบกับ ล ได้แก่ เปล่า ปลีก คลาน คลุก เคล้า เปลี่ยนแปลง กลบ กลม เพลิดเพลิน เกลี้ยกล่อม เกลียวคลื่น คล่องแคล่ว เกล้า
คำควบกล้ำคือ คำที่อ่านออกเสียงพยัญชนะต้น ทั้งสองตัวหน้า เป็นเสียงกล้ำพร้อกัน มี กล- ขล- คล- ปล- พล-
ข้อควรจำ 
1. คำควบกล้ำเวลาสะกดต้องมีพยัญชนะต้นสองตัว โดยจะมี ล รวมอยู่ในพยัญชนะต้น เช่น
กลาง สะกดว่า กล + อา + ง อ่านว่า กลาง
แปลง สะกดว่า ปล + แอ + ง อ่านว่า แปลง
2. เมื่อมีพยัญชนะต้นสองตัวแล้วแต่ต้องไม่อ่านออกเสียง อะ กึ่งเสียงที่พยัญชนะต้นเช่น
ตลาด สะกดว่า ตล + อา + ด อ่านว่า ตะ - หลาด
ตลก สะกดว่า ตล + โอะ + ก อ่านว่า ตะ  หลก
3. ต้องไม่ใช่คำที่มี ห นำเช่น 
หลอก สะกดว่า หล + ออ + ก อ่านว่า หลอก
หลับ สะกดว่า หล + อะ + บ อ่านว่า หลับ


















                                











นิทานครูข้าวประกาศข่าว







                นิทานครูข้าวประกาศข่าว

      
       ครูข้าวประกาศข่าว                 ถึงข่าวคราวให้ตรึกตรอง
ให้รู้จักคัดกรอง                             พวกเราต้องปรึกษากัน
     เรื่องใดควรแพร่งพราย             ควรกระจายให้รู้ทัน
จะได้ช่วยป้องกัน                           ข่าวคราวนั้นจะได้ตรง
      ครูข้าวกล่าวให้รู้                      ศึกษาดูอย่าได้หลง
ข่าวคราวที่เขาลง                           รู้ให้ตรงก่อนเกรียวกราว
     ทุกวันคนเกรี้ยวกราด               อย่าประมาทต้องรู้ข่าว
เรื่องดีในบางคราว                   ก็เป็นข่าวได้ทุกครา
      ครูข้าวประกาศต่อ                  อย่ารีรอกรูเข้ามา
เร็วรี่อย่ารอช้า                                อย่าได้มัวเดินกรีดกราย
     ครูมีนิทานเล่า                          ให้พวกเราเล่าขยาย
เรื่องดีควรแพร่งพราย                    ให้กระจายอย่ารีรอ
      ครั้งหนึ่งมีหนูน้อย                   ชื่อหนูหน่อยและน้องปร๋อ
ช่วยงานแม่และพ่อ                        ไม่เคยท้อพร้อมเพรียงกัน
      บ้านอยู่กลางทุ่งนา                    ฝนตกมาก็ไม่หวั่น
เปียกปอนทุกคราครัน                         แกร่งกล้ากันสู้อดทน
      ยายป่วยไม่ท้อแท้                     หน่อยดูแลทุกคราวหน
ต่างช่วยกันทุกคน                               ยายสุขล้นได้หลานดี
      วันหนึ่งหน่อยกับน้อง              พบสร้อยทองข้างโรงสี
น้องบอกเก็บไว้ซี                     แนะให้พี่อย่าแพร่งพราย
       หนูหน่อยว่าช้าก่อน                พูดสั่งสอนปร๋อน้องชาย
ใคร่ครวญก่อนจะสาย                     ไปบอกยายให้รู้กัน
        ยายกล่าวช่างประเสริฐ            ใจเพริศพริ้งจริงหลานฉัน
พร้อมหน้ามาฟังกัน                        ว่าสร้อยทองนี้ของใคร
        เจ้าของคงเสียดาย                    ทำหล่นหายอยู่ที่ไหน
ข่าวคราวกระจายไป                       ให้เจ้าของตรวจดูพลัน
        เจ้าของที่โรงสี                         บอกสร้อยนี้เป็นของฉัน
ทุกคนชื่นใจพลัน                             ปรบมือลั่นแสนยินดี
      หนูหน่อยและน้องปร๋อ             ต่างหัวร่อแสนเปรมปรีดิ์
พอใจได้ทำดี                                    เป็นเด็กดีใจมีธรรม
      ครูข้าวเล่าเรื่องจบ                       ทุกคนพบความสุขล้ำ
พร้อมใจใฝ่ในธรรม                          แสนยินดีปรีดาเอย /....








  


วิธีเปลี่ยนคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศั




วิธีเปลี่ยนคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศัพท์
           ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก็คงมีประเทศเดียวในโลกที่มีคำประเภทราชาศัพท์” ใช้อย่างมากมายและมีระเบียบ จนบางครั้งก็ทำให้งวยงงสงสัยว่าจะใช้คำราชาศัพท์อย่างไรกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ๆ การใช้คำ “ราชาศัพท์” นับว่าเป็นวัฒนธรรมทางด้านภาษาอย่างหนึ่งของไทยเรา ที่เราควรจะทราบไว้บ้าง ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ “วิธีเปลี่ยนคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศัพท์” เท่านั้น
            คำนามราชาศัพท์ที่ใช้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทั่วไปนั้น บางคำท่านก็ได้บัญญัติขึ้นใช้โดยเฉพาะ เช่น ตำหนัก พลับพลา ฯลฯ บางคำก็ใช้คำนามสามัญ แต่มีคำอื่นประกอบข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง เพื่อให้แปลกกว่าคำธรรมดา เช่น พระหัตถ์ พระบาท ราชบุตร ช้างต้น ม้าต้น รถพระที่นั่ง ฯลฯ วิธีเปลี่ยนคำนามสามัญให้เป็นคำนามราชาศัพท์นั้นอาจารย์กำชัย ทองหล่อ กรรมการชำระปทานุกรม แห่งราชบัณฑิตยสถาน ได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ หลักภาษาไทยของท่านดังนี้
            ๑. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำไทยที่ใช้เกี่ยวกับพระราชาในฐานเป็นเครือญาติ ยวดยานพาหนะ สถานที่ เป็นต้น ให้ใช้คำว่า หลวง, ต้น, พระที่นั่งประกอบข้างหลัง เช่น ลูกหลวง หลานหลวง เรือหลวง วังหลวง สวนหลวง ช้างต้น ม้าต้น เรือพระที่นั่ง รถพระที่นั่ง ม้าพระที่นั่ง ฯลฯ
            ๒. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำไทยที่ใช้เกี่ยวข้องกับเจ้านายให้ใช้คำว่า ทรง, ที่นั่งประกอบข้างหลัง เช่น เครื่องทรง ผ้าทรง ช้างทรง ม้าทรง รถทรง ช้างที่นั่ง ม้าที่นั่ง รถที่นั่ง ฯลฯ
            เฉพาะ รถและ เรือถ้าใช้สำหรับฝ่ายใน ให้ใช้คำ พระประเทียบประกอบข้างหลัง เช่น รถพระประเทียบ เรือพระประเทียบ
            ๓. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤต แต่นำมาใช้เกี่ยวกับพระราชาหรือเจ้านาย เป็นชื่อของอวัยวะ กิริยา อาการ และความเป็นไป เครือญาติ บริวาร เครื่องใช้ เป็นต้น ให้ใช้คำ พระนำหน้าบ้างก็ได้ เช่น พระกร พระเนตร พระหัตถ์ พระพักตร์ พระอุตสาหะ พระเคราะห์ พระชะตา พระอัยกา พระอาจารย์ ฯลฯ
            คำไทยและคำเขมรบางคำ จะใช้ พระนำหน้าบ้างก็ได้ เช่น พระฉาย พระแสง พระที่ พระแท่น พระอู่ พระยี่ภู่ พระเขนย พระสนม พระขนง ฯลฯ
            ๔. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤต แต่นำมาใช้เกี่ยวกับพระราชาโดยเฉพาะ หรือเกี่ยวกับพระราชินีและพระยุพราช เพื่อแสดงความสำคัญยิ่งกว่าที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๓ ให้ใช้คำ พระราชนำหน้า เช่น พระราชบิดา พระราชมารดา พระราชโอรส พระราชธิดา พระราชครู พระราชสาสน์ ฯลฯ
            ตามปกติ คำ พระราชใช้นำหน้าคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นพื้นแต่บางทีก็ใช้นำหน้าคำไทยบางคำด้วย เช่น พระราชดำริ พระราชปรารภ พระราชประสงค์ พระราชอำนาจ พระราชวัง ฯลฯ
            ๕. ถ้าคำนามสามัญ เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต แต่นำมาใช้เกี่ยวกับพระราชา หรือพระพุทธเจ้า เพื่อแสดงพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ เป็นคำนามที่แสดงความสำคัญยิ่งกว่าที่กล่าวแล้วในข้อ ๔  ให้ใช้คำ “พระบรม” นำหน้า เช่น พระบรมวงศานุวงศ์ พระบรมโกศ พระบรมเดชานุภาพ พระบรมอัฐิ พระบรมครู พระบรมธาตุ ฯลฯ
            หรือจะใช้คำ “พระบรมราช” นำหน้าในเมื่อบ่งถึงพระราชาโดยเฉพาะ และใช้คำ “พระบรมพุทธ” นำหน้า ในเมื่อบ่งถึงพระพุทธเจ้าก็ได้ เช่น พระบรมราชโองการ พระบรมราชาภิเษก พระบรมราโชวาท พระบรมราชูปถัมภ์ พระบรมพุทโธวาท พระบรมพุทธานุสาสน์ ฯลฯ เฉพาะคำว่า “วัง” ที่ต้องการจะแสดงพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ ท่านใช้คำ “พระบรมมหาราช” นำหน้า เป็น “พระบรมมหาราชวัง
            ๖. ถ้าเป็นคำนาม ซึ่งเป็นชื่อที่ประทับของพระราชา และมีเศวตฉัตร ให้ใช้คำ พระที่นั่งนำหน้า เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย (-อะ-มะ-ริน-วิ-นิด-ไฉ) พระที่นั่งสุริยามรินทร์ (-สุ-ริ-ยา-มะ-ริน) ฯลฯ
            ๗. คำนามสามัญที่ใช้ประกอบข้างหน้า หรือข้างหลังนามราชาศัพท์เพื่อบอกชนิดหรือรูปลักษณะของนามราชาศัพท์นั้น ให้ใช้คำธรรมดา ไม่ต้องทำให้เป็นราชาศัพท์อีก เช่น พานพระศรี หีบพระศรี ถาดพระสุธารส พระโอสถเส้น พระโอสถมวน พระโอสถกล้อง ฉลองพระหัตถ์ส้อม ฯลฯ
            ๘. คำนามที่กล่าวถึงเครือญาติ ถ้าเป็นคำไทย ให้ใช้คำ พระเจ้านำหน้า เช่น พระเจ้าปู่ พระเจ้าย่า พระเจ้าตา พระเจ้ายาย พระเจ้าลุง พระเจ้าป้า พระเจ้าอา พระเจ้าหลาน ฯลฯ
            ถ้าเป็นคำบาลีหรือสันสกฤตให้ใช้
            ก. คำ พระนำหน้าสำหรับ เจ้านาย เช่น พระอัยกา พระอัยยิกา พระชนก พระชนนี พระเชษฐา พระอนุชา ฯลฯ
            ข. คำ พระราชนำหน้าสำหรับ พระราชา เช่น พระราชบิดา พระราชมารดา พระราชชนนี พระราชอนุชา ฯลฯ.
                                          
                                       

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานเรื่องตกกระไดพลอยโจน

 
นิทานเรื่องตกกระไดพลอยโจน
นางสาวมณีรัตน์ ขานหัวโทน
รหัสนักศึกษา 533410010126
ค.บภาษาไทยหมู่ 1 ปี 3
http://www.mediafire.com/?patr7u2tjy22w6b

http://www.facebook.com/#!/groups/241439175975415/265200390265960/